ICSI อิ๊กซี่ มีลูกยาก

รู้จักการทำ ICSI (อิ๊กซี่)
เทคนิคพิเศษสำหรับคู่รักที่มีลูกยาก

ปัจจุบันเทคโนโลยีการทำ ICSI (อิ๊กซี่) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่เข้าข่ายภาวะมีลูกยาก วันนี้ Cotton Baby เลยจะพาทุกคนไปทำความรู้จักเกี่ยวกับการทำ ICSI ว่าคืออะไร แตกต่างกับการทำ IVF เด็กหลอดแก้ว อย่างไร และสิ่งที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนทำ ICSI ค่ะ

รู้จักการทำ ICSI (อิ๊กซี่) คือ

ICSI : Intracytoplasmic Sperm Injection (อิ๊กซี่) คือ วิธีการปฏิสนธินอกร่างกาย โดยจะคัดเชื้อสเปิร์มตัวที่สมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุดผ่านการส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จำนวนเพียง 1 ตัว เพื่อฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่ 1 ใบให้ผสมกัน โดยนำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ เมื่อเจริญเป็นตัวอ่อนและอยู่ในระยะที่เหมาะสมแล้วจะถูกนำกลับเข้าไปไว้ในโพรงมดลูก เพื่อให้มีการตั้งครรภ์ในฝ่ายหญิงต่อไป

ICSI เหมาะกับใคร

การทำ ICSI เหมาะกับใครบ้าง?

  • เมื่อมีอายุ 35 ปี ขึ้นไป หรือเข้าข่ายภาวะมีลูกยาก
    มีแนวโน้มสูงที่ลูกจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรม
  • ผู้ที่ทำการแช่แข็งไข่ (Frozen eggs) หรือฝากสเปิร์มเอาไว้
    ทำความรู้จัก ฝากสเปิร์ม ทางเลือกสำหรับพ่อแม่มีลูกยากหรือวางแผนมีลูกในอนาคต คลิก
  • ฝ่ายชายมีปริมาณสเปิร์มค่อนข้างน้อย หรือไม่สมบูรณ์ ไม่แข็งแรง
  • ผู้ที่มีประวัติตั้งครรภ์แล้วพบความผิดปกติทางพันธุกรรมมาก่อน
    หรือมีประวัติแท้งลูกติดต่อกัน 3 ครั้ง ขึ้นไป
  • ผู้ที่ทำ IVF แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่ 3 ครั้ง ขึ้นไป
  • คู่สมรสที่มีพาหะของโรคทางพันธุกรรมที่สามารถถ่ายทอดไปยังลูกได้
  • ฝ่ายชายเป็นหมัน หรือทำหมันแล้วแต่อยากมีลูกอีก (สามารถนำเสปิร์มออกมาได้โดยการผ่าตัด)

ขั้นตอนการทำ ICSI

อันดับแรกก่อนทำ ICSI เราต้องเข้าพบแพทย์เพื่อฟังข้อมูลที่ควรรู้ และตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมความพร้อม
ฝ่ายหญิง ตรวจการทำงานของรังไข่ คัดกรองภาวะติดเชื้อ ส่วนฝ่ายชาย ตรวจคุณภาพของสเปิร์ม เมื่อแพทย์ประเมินแล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนของการทำ ICSI ต่อไปนี้

  • กระตุ้นการตกไข่ของฝ่ายหญิงก่อนประมาณ 9 – 14 วัน เพื่อให้ได้ปริมาณมากกว่าใบเดียว ส่วนใหญ่มักใช้วิธีการฉีดยาฮอร์โมน
  • ติดตามและดูขนาดของเซลล์ไข่ ด้วยการเจาะเลือดและอัลตราซาวด์
  • ฝ่ายชาย แพทย์จะทำการเก็บและคัดเลือกสเปิร์มที่สมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด
  • เมื่อเซลล์ไข่มีขนาดสมบูรณ์แล้วจะทำการเก็บออกมา เพื่อย้ายไปใส่ในน้ำยาเลี้ยง และเก็บไว้ในเครื่องมือพิเศษสำหรับการเลี้ยงตัวอ่อน มีการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณก๊าซต่าง ๆ เพื่อให้ได้สภาวะที่เหมาะสมที่สุดต่อการเจริญเติบโต
  • นำเซลล์ไข่มาผสมกับสเปิร์มที่คัดเลือกไว้แล้ว
  • จากนั้นจะถูกนำไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ จนกว่าเจริญเป็นตัวอ่อน ระยะเวลาประมาณ 3-5 วัน ในระหว่างนี้สามารถตรวจวินิจฉัยถึงโรคทางพันธุกรรมได้
  • เมื่อเจริญเป็นตัวอ่อน และอยู่ในระยะที่เหมาะสมแล้วจะถูกนำกลับเข้าไปไว้ในโพรงมดลูก เพื่อให้ตั้งครรภ์แบบปกติต่อไป

การดูแลตัวเองหลังทำ ICSI

หลังจากทำ ICSI แล้วควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดเป็นภาวะแทรกซ้อน

  • ฝ่ายหญิงควรพักผ่อนให้มาก ไม่ควรทำงานหนัก เช่น ยกของ หรือการออกกำลังกายหนัก ๆ
  • ยังไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ และงดการสวนล้างช่องคลอด
  • หากมียาตัวอื่นที่จำเป็นต้องทานนอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง ต้องปรึกษาแพทย์ก่อน
  • หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง มีเลือดออก หรือมีตกขาวมากผิดปกติ ควรพบแพทย์ทันที

ICSI และ IVF แตกต่างกันอย่างไร?

ICSI และ IVF แตกต่างกันอย่างไร?

ความแตกต่างของ 2 วิธีนี้ คือ การทำ IVF เป็นการปล่อยให้ตัวสเปิร์มกับไข่เกิดการปฏิสนธิกันเอง แต่การทำ ICSI เป็นการทำให้เกิดการปฏิสนธิแบบเจาะจง ซึ่งในกลุ่มที่มีสเปิร์มไม่แข็งแรง การทำ ICSI จึงมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะสามารถคัดเสปิร์มตัวที่แข็งแรงมาปฏิสนธิกันได้เลย

ข้อดีของการทำ ICSI

ข้อดีของการทำ ICSI
  1. ช่วยเพิ่มโอกาสให้เกิดการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าข่ายภาวะมีลูกยาก และมีอายุ 35 ปีขึ้นไป
  2. การทำ ICSI ช่วยวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมได้ตั้งแต่อายุยังน้อย สำหรับคู่รักที่ยังไม่พร้อมมีลูกอย่างทันที สามารถกระตุ้นไข่และเก็บฝากตัวอ่อนเอาไว้ก่อนได้ เมื่อไหร่ที่พร้อมก็สามารถนำตัวอ่อนออกมาละลายใส่กลับเข้าโพรงมดลูกได้ (แช่แข็งเก็บไว้ได้กว่า 10 ปี)
  3. หากทำ ICSI แล้วประสบความสำเร็จ และพร้อมที่จะมีลูกคนต่อไป สามารถกลับมาทำได้เลยในกรณีที่ตอนทำ ICSI นั้นมีการผสมกันแล้วได้ตัวอ่อนหลายตัว ตัวอ่อนที่เหลือสามารถเก็บไว้ทำครั้งต่อไปได้ โดยไม่ต้องกลับมาเริ่มขั้นตอนกระตุ้นไข่เก็บไข่ใหม่อีกครั้ง

ค่าใช้จ่ายของการทำ ICSI

สำหรับเทคนิคพิเศษ ICSI นี้ มีราคาเริ่มต้นประมาณ 100,000 ไปจนถึง 500,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลนะคะ)

การทำ ICSI (อิ๊กซี่) ก็มีข้อจำกัดในตัวเหมือนกัน และที่สำคัญคือช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จได้มากกว่าวิธีอื่น ในกรณีที่ฝ่ายชายมีสเปิร์มไม่แข็งแรง วิธีนี้จะช่วยให้เกิดการปฏิสนธิได้อย่างเจาะจงมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคู่ด้วย หวังว่าทุกคู่รักที่อยากมีลูกจะได้วิธีนี้ไปเป็นอีกหนึ่งทางเลือกดี ๆ นะคะ

SHARE

RELATED POSTS

คุณแม่ห้ามพลาด เผยตัวช่วยลดอาการเด็กท้องผูกด้วยโยเกิร์ต เมื่อเด็กท้องผูก ถ่ายไม่ออก…
เหตุผลดี ๆ ที่พ่อแม่ควรรู้ของการเลี้ยงลูกให้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะค่ะว่าการเลี้ยงลูกเป็นอะไรที่ต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์…
เช็กอาการแพ้ท้องของแม่ตั้งครรภ์ที่ควรรู้ พร้อมวิธีรับมือ คุณแม่ที่กำลังวางแผนมีเจ้าตัวเล็กอยู่คงกำลังคอยสังเกตอาการที่เป็นสัญญาณบอกว่าตั้งครรภ์กันอยู่ใช่ไหมคะ ซึ่ง…