เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษา

เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษา
ด้วยเทคนิคเวิร์กที่ใช้ได้ดีกับทุกบ้าน

จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า เด็กที่เติบโตมาแบบสองภาษาจะมีทักษะทางสังคมและการคิดที่ดีกว่าเด็กที่ใช้ภาษาแม่ (Native Language) เพียงอย่างเดียว พ่อแม่หลายบ้านจึงหันมาสนใจ ‘เลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษา’ มากขึ้น โดยส่วนใหญ่เน้นไปที่ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพราะใช้กันอย่างแพร่หลายในระดับสากล หากยังติดปัญหาว่าไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี วางความกังวลนั้นลง แล้วลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ดู รับรองว่าเวิร์กแม้กับบ้านที่พ่อแม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่แข็งแรง

คนท้องฟังเพลง

เริ่มต้นปลูกฝังภาษาอังกฤษให้ลูก
ตั้งแต่ตอนตั้งครรภ์

จริงอยู่ที่การเรียนรู้ไม่มีคำว่าสายการเกินไป แต่สำหรับการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กสองภาษานั้นพ่อแม่ไม่ควรรีรอ เพราะเด็กๆ จะเรียนรู้ภาษาใหม่ได้ดีและซึมซับได้ไวที่สุดในช่วง 3 ขวบแรก จึงควรปลูกฝังภาษาอังกฤษและกระตุ้นพัฒนาการทางการได้ยินให้ลูกไปพร้อมๆ กัน ตั้งแต่ช่วงอายุครรภ์ 9-28 สัปดาห์ เพราะเป็นช่วงที่เซลล์ประสาทซึ่งใช้ประมวลผลการฟังของทารกเริ่มมีการพัฒนาแล้ว โดยสร้างความคุ้นชินกับภาษาใหม่ๆ ให้เขาได้ด้วยวิธีการง่ายๆ ผ่านการเปิดเพลงสากลให้ฟัง หรือเล่านิทานและพูดคุยทักทายลูกด้วยภาษาอังกฤษเป็นประจำ เทคนิคนี้จะช่วยให้เด็กคุ้นชินกับสำเนียงตั้งแต่ยังไม่ลืมตาดูโลก

เด็กทารก

ฝึกภาษาอังกฤษผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์กับลูก

สถาบันวิทยาศาสตร์เพื่อการเรียนรู้และสมอง หรือ Institute for Learning & Brain Sciences (I-LABS) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน เมืองซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ได้ทดลองเปรียบเทียบความสามารถในการเรียนรู้ภาษาที่สอง ของเด็กทารกวัย 9.5 เดือน จำนวน 2 กลุ่ม ผ่านการเรียนรู้ภาษาจีนด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน โดยให้เด็กกลุ่มแรกเรียนรู้ภาษาจีนแมนดารินผ่านการเล่นของเล่น การพูดคุยหยอกล้อกับเจ้าของภาษาวันละ 25 นาที  ตลอดระยะเวลา 17 เดือน ส่วนเด็กอีกกลุ่มให้เรียนภาษาเดียวกัน ในระยะเวลาที่เท่ากัน ผ่านการดูสื่อและฟังเพลงเท่านั้น จากนั้นลองนำเด็ก 2 กลุ่มมาทดสอบความสามารถในการจำแนกเสียง พบว่าเด็กกลุ่มแรกสามารถแยกแยะเสียงภาษาจีนแมนดารินได้ดี เทียบเท่ากับทารกชาวไต้หวันที่ในวัยเดียวกัน ที่เรียนรู้ภาษาดังกล่าวมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนเด็กทารกอีกกลุ่มกลับไม่สามารถแยกแยะเสียงของภาษาใหม่ที่เรียนรู้ได้

ผลการศึกษาเห็นได้ชัดว่าการฟังหรือการดูสื่อเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้เด็กเรียนรู้ภาษาใหม่ได้ดีเท่ากับ ‘การสร้างปฏิสัมพันธ์ขณะเรียนรู้’ ด้วย การที่เด็กกลุ่มแรกได้พูดคุย หยอกล้อ และโต้ตอบกันไปมากับเจ้าของภาษา หรือแม้แต่โต้ตอบกับพ่อแม่ที่พูดภาษาที่สองได้ จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กถอดรหัสภาษาใหม่ๆ ได้ดีและรวดเร็วกว่า คล้ายรูปแบบการสื่อสารที่เรียกกันว่า การสื่อสารแบบ 2 ทาง (Two-Way Communication) หากนำเทคนิคนี้ไปปรับใช้จริง พ่อแม่สามารถสังเกตพัฒนาการทางภาษาของลูกได้ ผ่านท่าทางที่เขาแสดงออกมาเวลาเราชวนเขาคุยด้วยภาษาที่สอง เช่น การหัวเราะตอบ การส่ายตัวไปมา การโบกมือเพื่อคว้าสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งตีความได้เบื้องต้นว่า ลูกเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสารออกไป

เด็กทารก

ฝึกษาอังกฤษให้ลูกผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

การฝึกฝนภาษาอังกฤษผ่านกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เป็นวิธีช่วยให้เด็กได้ซึมซับภาษาที่สองได้ดีที่สุด เพราะนอกจากจะไม่ทำให้เด็กรู้สึกกดดันหรือรู้สึกถูกยัดเยียดให้เรียนรู้แล้ว ยังทำให้เขามีความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารกับคนอื่นมากขึ้นด้วย ยิ่งบ้านไหนพ่อแม่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งได้เปรียบและช่วยให้ลูกได้ฝึกพูดคุยโต้ตอบภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ตามบางตำรายังแนะนำด้วยว่า ทางบ้านควรเลือกให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งสื่อสารภาษาอังกฤษกับลูกเพียงคนเดียวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เจ้าตัวเล็กเกิดความสับสน โดยเด็กที่โตมากับครอบครัวที่พ่อแม่พูดภาษาต่างกันอยู่แล้ว เขาจะสามารถเรียนทั้งสองภาษาได้เองตามธรรมชาติ

ทั้งนี้การฝึกภาษาในชีวิตประจำวันให้ลูก เริ่มต้นได้ง่ายๆ จากการสอนให้เขาจดจำคำศัพท์และรูปประโยคที่ไม่ซับซ้อน เช่น คำศัพท์เกี่ยวกับสี สัตว์ สิ่งของ รวมถึงประโยคทักทายและประโยคคำถามสั้นๆ ที่ใช้เพียง Yes หรือ No ในการตอบ เมื่อลูกเริ่มจดจำศัพท์และรูปแบบคำถามต่างๆ ได้บ้าง พ่อแม่อย่าลืมหมั่นทดสอบความเข้าใจซ้ำเสมอๆ ด้วยการตั้งคำถามให้ลูกตอบสนอง เช่น Where is green? (สีเขียวอยู่ตรงไหนคะ?) หรือ Which one is cat? (ตัวไหนคือแมวคะ?) วิธีนี้ช่วยเช็กได้ว่าลูกลูกเข้าใจจำศัพท์และรูปประโยคจริงหรือไม่ หากลูกยังพูดไม่คล่องก็ให้เขาใช้วิธีชี้หรือเดินไปหยิบของสิ่งนั้นแทนการพูดคำตอบ เมื่อโ