
คุณแม่ต้องเช็ก! อาหารคนท้องห้ามกิน หลีกเลี่ยงไว้เพื่อเจ้าตัวน้อย
ช่วงตั้งครรภ์คือช่วงเวลาที่ร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด และสิ่งที่สำคัญไม่แพ้การพักผ่อนก็คือการเลือกอาหารในแต่ละวัน เพราะทุกคำที่คุณแม่ทานจะส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการของทารก ไม่ว่าจะเป็นด้านสมอง ระบบประสาท หรือการเจริญเติบโต ดังนั้นนอกจากการเลือกอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจเป็นอันตรายก็จำเป็นมากเช่นกัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัว
วันนี้ Cotton Baby เลยรวบรวมกลุ่มอาหารที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงไว้ให้ครบ คุณแม่จะได้เลือกทานได้อย่างปลอดภัย และดูแลตัวเองกับลูกน้อยได้อย่างมั่นใจตลอดการตั้งครรภ์
ก่อนกินเช็กให้ดี! 10 กลุ่มอาหารคนท้องห้ามกิน เลี่ยงก่อนเป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์
1. อาหารดิบหรืออาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ

เชื่อว่าหลายเมนูโปรดของคุณแม่ เช่น ลาบดิบ สเต็กเนื้อแบบ Medium Rare หรือเนื้อสัตว์ที่ยังสุกไม่เต็มที่ อาจกินแล้วฟิน แต่ช่วงตั้งครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาหารเหล่านี้อาจเป็นแหล่งของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซัลโมเนลลา (Salmonella) หรือ อีโคไล (E. coli) ซึ่งทำให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษรุนแรง ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดไปยังรกลดลงได้ ที่น่ากังวลที่สุดคือ พยาธิทอกโซพลาสมา กอนดิไอ (Toxoplasma Gondii) สาเหตุของโรคทอกโซพลาสโมซิส หรือโรคขี้แมว ที่สามารถผ่านรกไปถึงลูกในครรภ์ได้ และอาจนำไปสู่การแท้ง หรือทำให้ทารกเกิดความผิดปกติแต่กำเนิด โดยเฉพาะทางสมองและดวงตา
เพื่อความปลอดภัยแนะนำให้คุณแม่เลือกทานอาหารที่ปรุงสุกเท่านั้น โดยใช้อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 75 องศาเซลเซียส สังเกตง่าย ๆ คือ เนื้อไม่ควรมีสีชมพูหรือเลือดแดง ๆ ให้เห็น
2. ปลาดิบ ซูซิ อาหารทะเลดิบ

แม้ว่าซูชิจะเป็นเมนูที่ดูพรีเมียมและน่าทาน แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์แล้วถือว่าเสี่ยงสูง เพราะอาหารทะเลดิบอาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เช่น ลิสทีเรีย โมโนไซโตจิเนส (Listeria monocytogenes) รวมถึงพยาธิต่าง ๆ เชื้อ Listeria มีความพิเศษตรงที่สามารถเจริญเติบโตได้แม้ในอุณหภูมิตู้เย็น ซึ่งถ้าคนทั่วไปได้รับเชื้ออาจมีอาการไข้หรืออาการคล้ายหวัด แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์อาการจะรุนแรงมากกว่า เพราะเชื้อสามารถผ่านรกไปถึงทารกได้ และอาจทำให้เกิดการแท้ง คลอดก่อนกำหนด ทารกติดเชื้อรุนแรงหลังคลอด หรืออาจชีวิตในครรภ์ได้ ดังนั้นซูชิแบบดิบจึงถือเป็นหนึ่งในเมนูที่คนท้องควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด
แต่ถ้าอยากกินจริง ๆ ก็ยังมีทางเลือกที่ปลอดภัย เช่น ซูชิหน้าปลาไหลย่าง ซูชิหน้ากุ้งต้ม ข้าวหน้าเทมปุระ ปลาซาบะย่างซีอิ๊ว เป็นต้น เมนูเหล่านี้ผ่านการปรุงสุกและปลอดภัยกว่าสำหรับคุณแม่
3. ปลาทะเลขนาดใหญ่ที่มีปรอทสูง

แม้ว่าปลาทะเลจะถือเป็นแหล่งโปรตีนและโอเมก้า 3 ที่ดีต่อร่างกายก็จริง แต่การเลือกชนิดของปลา มีความสำคัญอย่างมากต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ เพราะปลาทะเลขนาดใหญ่ เช่น ปลาฉลาม ปลาดาบ ปลาอินทรี มักสะสมสาร เมทิลเมอร์คิวรี (Methylmercury) ซึ่งเป็นพิษต่อระบบประสาทของทารก อาจส่งผลต่อ IQ การเรียนรู้ และการมองเห็นของลูกน้อยในระยะยาวได้
ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์และคุณแม่ให้นมลูกจึงควรหลีกเลี่ยงปลาเหล่านี้ แนะนำให้เลือกทานปลาขนาดเล็กและมีสารปรอทต่ำ อย่างปลาที่ปลอดภัยและให้โอเมก้า 3 สูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทู ปลากะพง และปลาน้ำจืดอย่างปลานิล โดยสามารถทานได้สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง
4. นม หรือ ผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์

นมสดจากฟาร์ม หรือชีสที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์ อาจดูเหมือนอาหารธรรมชาติและปลอดภัย แต่จริง ๆ แล้วมีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคหลายชนิด รวมถึง Listeria, Salmonella และ E. coli ซึ่งอันตรายต่อคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เพราะเชื้อเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อระบบประสาท การเจริญเติบโต และความปลอดภัยของลูกในครรภ์ได้
เพราะกระบวนการพาสเจอร์ไรส์คือการใช้ความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตราย การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านกระบวนการนี้ ก็เหมือนข้ามขั้นตอนด้านความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์ไปโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า พาสเจอร์ไรส์ (Pasteurized) หรือ ทำจากนมพาสเจอร์ไรส์ เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์ และได้รับสารอาหารจากนมอย่างมั่นใจ
5. ตับ และผลิตภัณฑ์ที่มีวิตามิน A สูงเกินไป

ตับสัตว์ แม้จะเป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดีมาก แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการทานในปริมาณมาก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เพราะตับมีวิตามิน A ในรูปแบบเรตินอล (Retinol) ที่เข้มข้นมาก หากได้รับวิตามิน A เกินความจำเป็นในช่วง 3 เดือนแรกอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ทารกเกิดความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดได้ เช่น ความผิดปกติของกระโหลกศีรษะและใบหน้า ปัญหาของหัวใจ และระบบประสาทส่วนกลางของทารก ต่างจากวิตามิน A จากพืช (เบต้าแคโรทีน) ที่พบในแครอท ฟักทอง หรือผักใบเขียว ซึ่งปลอดภัยกว่า เพราะร่างกายจะเปลี่ยนมาใช้เฉพาะในปริมาณที่จำเป็นเท่านั้น
แนะนำให้ทานตับสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นครั้งคราว โดยความเสี่ยงจะเกิดขึ้นต่อเมื่อร่างกายได้รับวิตามิน A สูงเกิน 50,000 IU / วัน ต่อเนื่องเป็นประจำ ถ้าคุณแม่ต้องการเสริมธาตุเหล็กจากแหล่งที่ปลอดภัยกว่า สามารถเลือกอาหารเหล่านี้แทนได้เลย เช่น เนื้อแดงปรุงสุก ไข่แดง ผักใบเขียวเข้มต่าง ๆ และอย่าลืมทานคู่กับผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง อย่างส้มหรือฝรั่ง เพื่อให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีขึ้นและนำไปบำรุงครรภ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
6. เนื้อแปรรูป และอาหารสำเร็จรูปที่ไม่ได้อุ่นร้อน

อาหารประเภทนี้ก็จัดอยู่ในประเภทที่มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกับนมดิบและปลาดิบ เพราะมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อ Listeria ได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ในตู้แช่เย็น เช่น ฮอทดอก โบโลน่า แฮม หรือไส้กรอกต่าง ๆ แม้ว่าบนฉลากจะระบุว่า ปรุงสุกแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป เพราะเชื้อที่ปนเปื้อนอาจยังคงอยู่ หากคุณแม่ต้องการทานอาหารประเภทนี้ ควรนำไปอุ่นให้ร้อนจัดทุกครั้ง (อุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 75 องศาเซลเซียส) และไม่ควรทานแบบเย็น ๆ จากตู้แช่โดยตรง
7. ไข่ดิบหรือไข่ลวก

ไข่ถือเป็นเมนูพื้นฐานที่แทบทุกบ้านต้องมี แต่ไข่ที่ไม่สุก 100% เช่น ไข่ลวก ไข่ดาวแบบน้ำเยิ้ม หรือซอสที่มีไข่ดิบ ยังคงมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ซึ่งเชื้ออาจอยู่บนเปลือกไข่แล้วซึมเข้าไปในเนื้อไข่ได้ ถึงแม้เชื้อจะไม่สามารถผ่านรกไปสู่ทารกโดยตรง แต่หากคุณแม่ติดเชื้อจนเกิดอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย หรือขาดน้ำ อาจกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวก่อนเวลา และเพิ่มความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้
นอกจากเมนูไข่ที่ไม่สุกแล้ว ยังต้องระวังอาหารที่มีส่วนผสมของไข่ดิบ เช่น ซอสซีซาร์สลัดแบบโฮมเมด มายองเนสทำเอง มูสช็อกโกแลต และเมนูไอศกรีมโฮมเมดบางสูตร ทางเลือกที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่ท้อง คือเมนูที่ปรุงสุกจนไข่แดงและไข่ขาวแข็งตัวดีแล้ว เช่น ไข่ต้มสุก ไข่เจียว ไข่ดาวสุกทั้งฟอง เพื่อให้คุณแม่ได้รับโปรตีนจากไข่อย่างปลอดภัย และช่วยบำรุงครรภ์ได้อย่างเต็มที่
8. คาเฟอีนในปริมาณที่มากเกินไป

ถึงแม้คุณแม่ตั้งครรภ์จะดื่มกาแฟได้ แต่ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม เพราะคาเฟอีนเป็นสารกระตุ้นที่สามารถผ่านรกไปสู่ทารกได้ และเนื่องจากระบบของทารกยังไม่สามารถจำกัดคาเฟอีนได้ดี ทำให้สารนี้ค้างอยู่ในร่างกายได้นานกว่าปกติ หากได้รับคาเฟอีนมากเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแท้ง ทารกมีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าปกติ ฉะนั้นคุณแม่ควรจำกัดคาเฟอีน ไม่เกิน 200 มิลลิกรัม / วัน (ประมาณกาแฟชง 1 แก้ว) และอย่าลืมว่าคาเฟอีนยังแฝงอยู่ในช็อกโกแลต รวมถึงยาบางชนิดด้วย คุณแม่ลองเปลี่ยนมาเลือกเครื่องดื่มที่ปลอดภัยกว่าได้ เช่น กาแฟดีแคฟ ชาสมุนไพร หรือน้ำผลไม้สดแทน เพื่อให้คุณแม่ได้รับความสดชื่นโดยไม่กระทบต่อความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์
9. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด

ขณะตั้งครรภ์ไม่มีปริมาณแอลกอฮอล์ใดที่ถือว่าปลอดภัย เพราะแอลกอฮอล์สามารถผ่านรกไปสู่ทารกได้โดยตรง และส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ทุกส่วน โดยเฉพาะเซลล์สมอง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในอนาคต เช่น ความบกพร่องด้านการเรียนรู้ ความผิดปกติด้านพฤติกรรมและการเข้าสังคม ลักษณะใบหน้าที่ผิดรูปไปจากปกติ ดังนั้นหากคุณแม่อยากจิบชิล ๆ เพื่อผ่อนคลาย แนะนำเลือกเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น ม็อกเทล น้ำผลไม้สดหรือสมูทตี้ ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า และยังช่วยให้สดชื่นได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบต่อทารกในครรภ์
10. ผักและผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด

แม้อาหารกลุ่มผักและผลไม้จะมีประโยชน์ต่อคุณแม่ตั้งครรภ์มาก แต่หากล้างไม่สะอาดก็อาจปนเปื้อนเชื้อ Toxoplasma รวมถึงสารเคมีจากยาฆ่าแมลง ซึ่งเสี่ยงต่อทารกในครรภ์ได้เช่นเดียวกับการทานเนื้อสัตว์ดิบ ก่อนรับประทาน จำเป็นต้องล้างให้สะอาดเสมอ ด้วยน้ำไหลผ่านนาน ๆ หากผลไม้เปลือกหนา อาจใช้แปรงขัดเบา ๆ เพื่อช่วยลดสิ่งตกค้าง แม้แต่ผลไม้ที่ต้องปอกเปลือกก่อนกิน เช่น แตงโม หรือส้ม ก็ต้องล้างผิวด้านนอกให้สะอาดก่อนปอกเพื่อป้องกันเชื้อโรคไม่ให้ติดมากับมีดและเข้าไปสู่เนื้อผลไม้ด้านใน
แม้ช่วงตั้งครรภ์จะต้องระวังเรื่องอาหารมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องกังวลหรือห้ามทานทุกอย่าง เพียงแค่รู้ว่าอาหารประเภทไหนควรหลีกเลี่ยง และเข้าใจเหตุผลด้านสุขภาพ ก็จะช่วยให้คุณแม่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และดูแลลูกน้อยในครรภ์ได้อย่างมั่นใจ หากไม่แน่ใจว่าอาหารชนิดไหนปลอดภัยหรือไม่ ก็สามารถปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการได้ทุกเมื่อ เพราะโภชนาการที่เหมาะสมในวันนี้ คือการวางราฐานสุขภาพที่แข็งแรงให้กับลูกในอนาคตนะคะ





