
รู้ทัน! โรคหัดเยอรมัน ภัยเงียบที่อันตรายในคนท้องและทารกในครรภ์
หลายคนอาจเคยได้ยินว่า โรคหัดเยอรมัน เป็นโรคที่อาการไม่รุนแรงเท่าหัด (Measles) บางคนติดเชื้อแล้วมีเพียงผื่นขึ้นเล็กน้อย ไข้ต่ำ ๆ และสามารถหายได้เอง จึงทำให้หลายคนมองว่าเป็นโรคที่ไม่น่ากังวลมากนัก
แต่ในความเป็นจริง โรคหัดเยอรมัน (Rubella) ถูกจัดเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความพิการแต่กำเนิดที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน โดยเฉพาะหากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อในช่วง ไตรมาสแรก อาจส่งผลร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ได้ ตั้งแต่การแท้ง ทารกเสียชีวิตในครรภ์ ไปจนถึงการเกิดกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome: CRS) ซึ่งอาจกระทบพัฒนาการของลูกตลอดชีวิต
บทความนี้ Cotton Baby ขอพาคุณพ่อคุณแม่ และสาว ๆ ที่กำลังวางแผนมีเบบี๋ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคหัดเยอรมัน ตั้งแต่โรคนี้คืออะไร ติดต่อได้อยังไง อาการที่ควรสังเกต ใครอยู่ในกลุ่มเสี่ยงบ้าง ไปจนถึงวิธีการป้องกันที่สำคัญที่สุดอย่างการฉีดวัคซีน เพื่อช่วยลดความเสี่ยง และดูแลทั้งคุณแม่และเจ้าตัวเล็กให้ปลอดภัยก่อนจะสาย
โรคหัดเยอรมันคืออะไร?
โรคหัดเยอรมัน เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Rubella Virus ซึ่งเป็นคนละชนิดกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคหัด (Measles) แม้ทั้งสองโรคจะมีลักษณะอาการคล้ายกัน เช่น มีผื่นตามร่างกาย แต่หัดเยอรมันมักมีอาการที่รุนแรงน้อยกว่า และมีระยะเวลาเจ็บป่วยสั้นกว่า จนบางครั้งถูกเรียกว่า “หัด 3 วัน”

โรคหัดเยอรมันเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยในเด็กและผู้ใหญ่ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง และสามารถหายเองได้โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง แต่สิ่งที่ทำให้หัดเยอรมันเป็นภัยเงียบที่อันตราย คือกรณีที่เกิดการติดเชื้อในหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ เชื้อไวรัสสามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ ทำให้เกิดความพิการแต่กำเนิด หรือในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นทารกเสียชีวิตในครรภ์ได้
โรคหัดเยอรมันติดต่อยังไง? วิธีสังเกตอาการ
โรคหัดเยอรมัน เป็นโรคติดต่อที่สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยในอากาศจากการไอ จาม การใช้สิ่งของร่วมกัน หรือการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ ความน่ากังวลคือ ผู้ติดเชื้อบางรายมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีอาการเลย ทำให้ยังใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ เช่น ไปโรงเรียน ไปทำงาน หรือใกล้ชิดกับคนในครอบครัว และอาจแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะหากมีหญิงตั้งครรภ์อยู่ในบ้าน ความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

หลังจากได้รับเชื้อแล้ว จะมีระยะฟักตัวประมาน 14-21 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการ ระยะแรกมักมีอาการไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว ตาแดงเล็กน้อย น้ำมูกไหล เบื่ออาหาร หรือรู้สึกไม่สบายตัวคล้ายเป็นหวัด เมื่อมีไข้ได้ 1-2 วัน จะเริ่มเข้าสู่ระยะออกผื่น โดยผื่นจะเป็นผื่นราบสีชมพูอ่อนหรือสีแดงจาง ๆ ไม่แดงจัดเหมือนโรคหัด ลักษณะผื่นแยกเป็นเม็ด ๆ ไม่รวมเป็นปื้นใหญ่ ผื่นมักเริ่มที่ใบหน้า ก่อนจะลามลงมาที่คอ ลำตัว แขน และขา อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง โดยผื่นมักจางหายไปภายใน 2-3 วัน และส่วนใหญ่ไม่ทิ้งรอยดำหรือแผลเป็นไว้บนผิวหนัง นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองโตเล็กน้อยและกดเจ็บ บริเวณหลังหู ท้ายทอย และด้านหลังของลำคอ หรือในบางกรณีอาจติดเชื้อโดยไม่มีผื่นหรืออาการชัดเจนเลย
หัดเยอรมันในคนท้อง อันตรายแค่ไหน?
แม้ว่าในเด็กส่วนใหญ่อาการของโรคหัดเยอรมันมักไม่รุนแรง และสามารถหายได้เอง แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ในบางรายการ เช่น ข้ออักเสบ ซึ่งพบได้บ่อยในเด็กโตและผู้ใหญ่ ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หรือ ภาวะสมองอักเสบที่พบได้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม ความอันตรายสูงสุดของโรคหัดเยอรมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กป่วย แต่อยู่ที่ความเสี่ยงในการแพร่เชื้อจากเด็กหรือคนใกล้ชิด ไปสู่หญิงตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัว ซึ่งถือเป็นความน่ากลัวที่สุดของโรคนี้

หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อหัดเยอรมัน โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เชื้อไวรัสสามารถผ่านรกเข้าไปสู่ทารกในครรภ์ และส่งผลร้ายแรงต่อการพัฒนาของอวัยวะสำคัญ ทำให้เกิดกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome: CRS) ภาวะนี้อาจทำให้ทารกเกิดความพิการรุนแรงหลายด้าน เช่น หูหนวก ต้อกระจกหรือต้อหิน หัวใจพิการแต่กำเนิด ศีรษะเล็ก พัฒนาการล่าช้า หรือความผิดปกติของสมอง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กไปตลอดชีวิต
ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการอย่างไร
ควรนัดพบแพทย์ทันที หากสงสัยว่าตัวเองหรือลูกอาจได้รับเชื้อหัดเยอรมัน หรือมีอาการเข้าข่าย เช่น ไข้ต่ำ ผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต หรือมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีหญิงตั้งครรภ์อยู่ด้วย ผู้ป่วยควรสอบประวัติการได้รับวัคซีนหัดเยอรมัน หรือวัคซีนรวม MMR (หัด คางทูม หัดเยอรมัน) ว่าเคยได้รับครบถ้วนหรือยัง
โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ เนื่องจากโรคหัดเยอรมันสามารถส่งผลให้เกิดความพิการแต่กำเนิดในทารก และในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ความรุนแรงของโรคจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก หากหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อหัดเยอรมันในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ ซึ่งเป็นช่วงที่อวัยวะสำคัญของทารกกำลังพัฒนา โดยหนึ่งในสาเหตุหลักของ ภาวะหูหนวกแต่กำเนิด คือการติดเชื้อหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นการได้รับวัคซีน MMR ก่อนการตั้งครรภ์จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ

ในกรณีที่มีการตั้งครรภ์ แพทย์จะพิจารณาส่งตรวจคัดกรองระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคหัดเยอรมันอย่างเหมาะสม หากไม่เคยได้รับวัคซีนหัดเยอรมันหรือวัคซีน MMR มาก่อน หรือสงสัยว่าอาจมีความเสี่ยงได้รับเชื้อ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจเลือดเพิ่มเติม และประเมินว่ามีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหัดเยอรมันเพียงพอหรือไม่
วัคซีนป้องกัน สำคัญกว่าที่คิด
การป้องกันโรคหัดเยอรมันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการได้รับวัคซีนป้องกันให้ครบตามกำหนด โดยกระทรวงสาธารณสุขและสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย แนะนำให้เด็กได้รับวัคซีนรวม MMR (หัด คางทูม หัดเยอรมัน) ตามช่วงอายุดังนี้
- เข็มที่ 1 อายุประมาณ 9-12 เดือน
- เข็มที่ 2 อายุประมาณ 2 ปีครึ่ง – 4 ปี (หรืออาจฉีดเร็วกว่านั้นในกรณีที่มีการระบาด แต่ต้องเว้นระยะห่างจากเข็มแรกอย่างน้อย 3 เดือน)
การฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยของเด็กเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อในชุมชน ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันทางอ้อมที่สำคัญ โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงจากโรคหัดเยอรมัน

แม้ว่าโรคหัดเยอรมันอาจดูเป็นโรคที่ไม่รุนแรงในคนทั่วไป แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่คิด ทั้งความเสี่ยงต่อการแท้ง ทารกเสียชีวิตในครรภ์ หรือความพิการแต่กำเนิดที่ส่งผลต่อชีวิตของลูกในระยะยาวได้ ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน และตรวจเช็กภูมิคุ้มกันก่อนการตั้งครรภ์ สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังวางแผนมีเบบี๋การเตรียมตัวล่วงหน้าถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความมั่นใจให้คุณพ่อคุณแม่ได้ดูแลลูกน้อยอย่างดีที่สุด ตั้งแต่ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะลืมตาดูโลกเลย






