จะท้องไหม? เช็กอาการตั้งครรภ์ และวิธีตรวจครรภ์ที่แม่ต้องรู้

จะท้องไหม? เช็กอาการตั้งครรภ์ และวิธีตรวจครรภ์ที่แม่ต้องรู้

          เมื่อผู้หญิงมีประจำเดือนขาด เริ่มมีอาการคล้ายคนตั้งครรภ์ หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้คุมกำเนิด คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของหลายคนคือ จะท้องไหม? การตรวจการตั้งครรภ์อย่างถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ใช่แค่รู้ผลให้หายกังวลเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมตัวดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับว่าที่คุณแม่มือใหม่ที่กำลังวางแผนฝากครรภ์กับสูตินรีแพทย์ เพื่อดูแลทั้งคุณแม่และเบบี๋ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

          บทความนี้ Cotton Baby ขอพาคุณแม่ทุกบ้านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีตรวจการตั้งครรภ์แบบครบถ้วน ตั้งแต่วิธีตรวจแต่ละแบบ ความแม่นยำของผลตรวจ รวมถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจ เพื่อให้คุณแม่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเริ่มดูแลร่างกายได้อย่างมั่นใจตั้งแต่ก้าวแรกของการตั้งครรภ์  

 

การตรวจการตั้งครรภ์คืออะไร?

          การตรวจการตั้งครรภ์ คือการตรวจเพื่อดูว่าร่างกายมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นหรือไม่ โดยอาศัยการวัดระดับ ฮอร์โมนเอชซีจี (Human Chorionic Gonadotropin: hCG) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายจะเริ่มผลิตขึ้นเมื่อไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิฝังตัวที่ผนังมดลูกแล้ว ฮอร์โมน hCG สามารถตรวจได้ทั้งในปัสสาวะและเลือด โดยปกติจะเริ่มสร้างประมาณ 6-10 วันหลังการปฏิสนธิ และระดับฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 8-12 สัปดาห์แรก ซึ่งเป็นช่วงที่ค่าฮอร์โมน hCG สูงที่สุด

         การตรวจการตั้งครรภ์จึงถือเป็นวิธีเบื้องต้นที่ช่วยยืนยันการตั้งครรภ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม และใช้วิธีตรวจอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยให้ได้ผลที่แม่นยำ และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางแผนดูแลสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

การตรวจการตั้งครรภ์คืออะไร?

สัญญาณเริ่มต้นว่ากำลังท้อง สังเกตอะไรได้บ้าง?

          อาการตั้งครรภ์ในระยะแรกอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนมีอาการชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรก ขณะที่บางคนอาจแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงเลย อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกัน อาจเป็นสัญญาณว่ากำลังตั้งครรภ์ได้

สัญญาณเริ่มต้นว่ากำลังท้อง สังเกตอะไรได้บ้าง?

ประจำเดือนขาด ถือเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะในผู้หญิงที่ปกติแล้วมีรอบเดือนสม่ำเสมอ หากประจำเดือนขาดหายไปโดยไม่มีสาเหตุอื่น เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาจบ่งบอกถึงการตั้งครรภ์ได้

คลื่นไส้และอาเจียน มักเกิดขึ้นหลังจากการปฏิสนธิประมาณ 3-4 สัปดาห์ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน hCG และฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ผู้หญิงบางคนอาจไม่มีอาการแพ้ท้องเลย

คัดเต้านม และเต้านมไวต่อความรู้สึก เกิดจากการที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงและมีเลือดไปเลี้ยงบริเวณเต้านมมากขึ้น ทำให้รู้สึกบวม ตึง เจ็บ หรือไวต่อการสัมผัส ลักษณะคล้ายช่วงก่อนมีประจำเดือน แต่ความรู้สึกมักจะเป็นอยู่นานกว่า

ปัสสาวะบ่อยขึ้น ในช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายจะมีปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไตทำงานมากขึ้นเพื่อขับของเสียออกจากร่างกาย รวมถึงมดลูกที่เริ่มขยายตัวอาจไปกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น

ท้องผูก เกิดจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง ประกอบกับการขยายตัวของมดลูกที่อาจไปกดทับลำไส้ ส่งผลให้การขับถ่ายไม่สม่ำเสมอ

อารมณ์แปรปรวน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก อาจทำให้มีอาการหงุดหงิด อ่อนไหว หรืออารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ได้ง่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการที่ร่างกายกำลังปรับตัว

 

การตรวจการตั้งครรภ์มีวิธีไหนบ้าง?

  1. ตรวจด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์
  2. ตรวจการตั้งครรภ์ในห้องปฏิบัติการ หรือ UPT (Urine Pregnanyc Test)
  3. ตรวจจากเลือด
  4. ตรวจอัลตราซาวด์

ตรวจด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์

          การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยชุดทดสอบที่บ้าน เป็นวิธีที่หลายคนเลือกใช้เป็นอันดับแรก เพราะสะดวก รวดเร็ว และสามารถตรวจได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล ชุดตรวจเหล่านี้ทำงานโดยการตรวจหาฮอร์โมน hCG ในปัสสาวะ ซึ่งจะเริ่มพบได้เมื่อมีการฝังตัวของตัวอ่อนแล้ว

การตรวจการตั้งครรภ์ ด้วยชุดทดสอบการตั้งครรภ์

          ในปัจจุบันชุดทดสอบการตั้งครรภ์มีหลายรูปแบบ เช่น แบบจุ่มลงในปัสสาวะ แบบหยดปัสสาวะลงบนแผ่นทดสอบ หรือแบบปัสสาวะผ่านโดยตรง เพื่อให้ได้ผลที่แม่นยำ แนะนำให้ใช้ปัสสาวะในช่วงเช้า เนื่องจากเป็นช่วงที่ปัสสาวะมีความเข้มข้นของฮอร์โมน hCG สูงที่สุด หลังจากนั้นรออ่านผลตามเวลาที่ระบุบนฉลาก ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที

          ผลตรวจที่ขึ้น 2 ขีด หมายถึงมีโอกาสตั้งครรภ์ ส่วน 1 ขีด หมายถึงยังไม่พบการตั้งครรภ์ หรืออาจเกิดจากการตรวจเร็วเกินไป ทั้งนี้ ชุดทดสอบส่วนใหญ่มีความแม่นยำประมาณ 90% หากตรวจในช่วงเวลาที่เหมาะสม หากเพิ่งประจำเดือนขาดไม่นาน หรือมีอาการสงสัยว่าจะตั้งครรภ์ ควรตรวจซ้ำอีกทีในอีก 3-7 วัน เพื่อยืนยันผล

          สิ่งที่ควรระวังคือ การตรวจเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดผลลบลวงได้ รวมถึงการดื่มน้ำมากเกินไปก่อนตรวจ อาจทำให้ปัสสาวะเจือจางและผลไม่ชัดเจน นอกจากนี้ชุดตรวจที่มีค่า Sensitivity สูง จะสามารถตรวจพบระดับ hCG ที่ต่ำได้ตั้งแต่ประมาณ 7-10 วันหลังการปฏิสนธิ

ตรวจการตั้งครรภ์ในห้องปฏิบัติการ หรือ UPT (Urine Pregnanyc Test)

          การตรวจการตั้งครรภ์ในห้องปฏิบัติการ หรือที่เรียกว่า UPT เป็นการตรวจปัสสาวะเช่นเดียวกับการตรวจที่บ้าน แต่ทำโดยคุณหมอที่เชี่ยวชาญ และใช้เครื่องมือที่มีความไวสูงกว่า จึงช่วยเพิ่มความแม่นยำของผลตรวจได้มากขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการความมั่นใจมากขึ้นก่อนวางแผนฝากครรภ์

การตรวจการตั้งครรภ์ ในห้องปฏิบัติการ หรือ UPT (Urine Pregnanyc Test)

          หรือในกรณีที่ตรวจด้วยชุดทดสอบที่บ้านแล้วผลยังไม่ชัดเจน โดยการเก็บปัสสาวะไปตรวจในห้องแลป และแปลผลโดยเทคนิคการแพทย์ ซึ่งให้ความแม่นยำสูงถึงประมาณ 99% แม้ว่าจะยังเป็นการตรวจปัสสาวะเหมือนกัน แต่ข้อได้เปรียบของการตรวจในห้องปฏิบัติการคือสามารถตรวจพบการตั้งครรภ์ได้แม้ระดับฮอร์โมน hCG ยังไม่สูงมาก และลดความคลาดเคลื่อนจากการตรวจด้วยวิธีอ่านผลด้วยตัวเอง

ตรวจการตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือด

          การตรวจการตั้งครรภ์ด้วยการเจาะเลือด ถือเป็นวิธีที่มีความแม่นยำสูงที่สุด โดยเป็นการตรวจหาระดับฮอร์โมน hCG ในเลือด ซึ่งสามารถตรวจพบได้เร็วกว่าการตรวจปัสสาวะ โดยทั่วไปการตรวจเลือดสามารถยืนยันการตั้งครรภ์ได้ตั้งแต่ 10-14 วันหลังการปฏิสนธิ หรือประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังมีเพศสัมพันธ์

การตรวการตั้งครรภ์จากเลือด

          วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทราบผลแม่นยำชัดเจน หรือคนที่เคยมีประวัติแท้งบุตร มีภาวะมีบุตรยาก หรือแพทย์ต้องการติดตามระดับฮอร์โมน hCG อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์ ข้อจำกัดของการตรวจเลือดคือมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าวิธีอื่น และจำเป็นต้องตรวจที่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่น่าเชื่อถือเท่านั้น

ตรวจการตั้งครรภ์ด้วยอัลตราซาวด์

          การอัลตราซาวด์ไม่ใช่วิธีตรวจการตั้งครรภ์ในระยะแรกที่สุด แต่เป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยันและประเมินรายละเอียดของการตั้งครรภ์ โดยมักใช้หลังจากตรวจพบการตั้งครรภ์จากปัสสาวะหรือเลือดแล้ว คุณหมอจะพิจารณาอัลตราซาวด์เมื่อจำเป็นต้องยืนยันตำแหน่งของถุงตั้งครรภ์ ตรวจดูว่าการฝังตัวอยู่ในมดลูกหรือไม่ ประเมินอายุครรภ์ ตรวจหาภาวะตั้งครรภ์นอกมดลูก ตรวจดูว่ามีลูกแฝดหรือไม่ รวมถึงใช้ติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์ในระยะต่อมา

          ข้อดีของการอัลตราซาวด์คือสามารถมองเห็นภาพภายในร่างกาย ช่วยให้แพทย์ประเมินความสมบูรณ์ของการตั้งครรภ์ ตรวจความผิดปกติของมดลูก ถุงน้ำคร่ำ หรือโครงสร้างอื่น ๆ ได้อย่างละเอียด และเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเริ่มฝากครรภ์อย่างเป็นทางการ

          การตรวจการตั้งครรภ์เป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับผู้หญิงที่เริ่มสงสัยว่ากำลังตั้งท้องหรือไม่ เพราะการรู้ผลตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้คุณแม่เตรียมตัวดูแลตัวเองและลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนฝากครรภ์ ตรวจสุขภาพ หรือปรับการใช้ชีวิตให้ปลอดภัยทั้งคุณแม่และเบบี๋ในท้อง

SHARE

RELATED POSTS

คุณแม่ต้องเช็ก! อาหารคนท้องห้ามกิน หลีกเลี่ยงไว้เพื่อเจ้าตัวน้อย  …